5 เทคนิค เลือกติดฟิล์มรถยนต์อย่างไร 2022?

ร้อนแบบนี้! ‘ติดฟิล์มรถยนต์’ ทั้งที เลือกให้ดี ต้องเลือกจากอะไรบ้าง?

windowfilm

เกือบทุกคนที่เพิ่งซื้อรถยนต์มาใหม่ หนึ่งในสิ่งแรก ๆ ที่ต้องนึกถึงและเตรียมเงินไว้คงจะหนีไม่พ้น ‘การเลือกฟิล์มกรองแสง’ เพราะมันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศในเขตร้อนแบบไทยแลนด์ การจะเสี่ยงขับรถยนต์เปลือยเปล่าไปบนถนนในอุณหภูมิและแสงแดดแบบนี้โดยไม่ติดฟิล์มกรองแสง ย่อมจะส่งผลเสียมากกว่าส่งผลดีแน่นอน

แต่อย่างที่รู้กันว่าการจะติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์สักครั้ง ก็ใช้เงินไม่ใช่น้อย หลายคนในPantip ยังสงสัยว่าการติดฟิล์มกรองแสงนั้นมีประโยชน์อย่างไร แล้วมีวิธีเลือกติดฟิล์มรถยนต์อย่างไรให้ดีที่สุด วันนี้เรามีคำตอบ

ไม่แน่ใจว่าเลือกฟิล์มติดรถยนต์อย่างไร ให้เข้ากับรถของคุณ ปรึกษาเราได้เลย ฟรี!!

โทรติดต่อtopfilm

ติดต่อfacebooktopfilm

line topfilm

หลายคนยังสนใจบทความน่ารู้เพิ่มเติม


6 สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อน เลือกติดฟิล์มรถยนต์?

ราคาติดฟิล์มรถยนต์

  1. เลือกฟิล์มติดรถยนต์ จากระดับราคา ราคาถูก ราคาแพง

  • ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ทั่วไป ราคาถูก

ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ราคาถูกทั่วไปนั้น ราคาเริ่มได้ตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนถึงหลักพันกลางๆ ซึ่งโดยปกติแล้วฟิล์มติดรถยนต์ทั่วไป หรือฟิล์มดำธรรมดานี้ ผลิตมาด้วยกระบวนการย้อมสีให้ดำ อาจจะสามารถป้องกันแสงสว่างได้บางส่วน และกันรังสีจากดวงอาทิตย์ เช่น รังสี UV ได้บ้าง แต่อาจจะไม่ได้มากถึง 99% ขึ้นอยู่กับคุณภาพของฟิล์ม 

แต่ติดฟิล์มดำธรรมดา ก็ไม่ได้รับประกันว่า จะสามารถป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์โดยตรง เพราะว่า ในแสงแดดนั้นมีความร้อนสะสมจากรังสีอินฟราเรด ในปริมาณที่มากกว่า ว่าง่ายๆคือ ติดฟิล์มราคาถูก ดำอย่างเดียว กันแต่แสง แต่ไม่กันความร้อน ถ้าติดฟิล์มเกรดนี้ อาจจะต้องทำใจในการเปลี่ยนฟิล์มบ่อยๆในทุก 1-2 ปี เนื่องจากฟิล์มจะซีดเร็ว

เทคนิคการเลือกฟิล์มราคาถูก คืออย่างน้อย แค่ป้องกันรังสี UVได้ 99% และสีฟิล์มต้องไม่ออกโทนสีม่วง ก็เพียงพอแล้ว

  • ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ระดับกลาง ราคามาตรฐาน

ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ระดับกลาง เป็นฟิล์มกรองแสงที่เคลือบสารกันร้อนมาระดับหนึ่งแล้ว ส่วนมากที่เราเรียกกันทั่วๆไปก็คือ ฟิล์มปรอทนั่นเอง มีความมันวาว กันความร้อนได้ดี กันรังสี UVได้ 99% เป็นเรื่องปกติ แต่กันร้อนได้มากน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณสารเคลือบสะท้อนแสง ราคาติดฟิล์มจะอยู่ที่ประมาณ พันกลางๆ เป็นเกรดราคาที่นิยม และขายดีที่สุดในประเทศไทย

เทคนิคการเลือกฟิล์มเกรดระดับกลาง คือ ค่าแสงสะท้อนอยู่ระหว่าง 10-30% และ รับประกันนานกว่า 5-7 ปีขึ้นไป

  • ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ราคาค่อนข้างสูง

ฟิล์มกรองแสงราคาสูง ซึ่งจะเหนือกว่าในด้านคุณภาพการป้องกันความร้อน ป้องกันรังสีอินฟราเรด มากกว่าฟิล์มติดรถยนต์ทั่วไป ราคาถูก แต่เมื่อคุณภาพเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ต้องสูงตามมาด้วยก็คงหนีไม่พ้นราคา

โดยจะเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงขั้นหลายหมื่นเลยทีเดียว แต่มันก็คุ้มค่า เพราะฟิล์มกรองแสงระดับนี้ จะมอบคุณสมบัติบางอย่าง เช่น การลดแสงสะท้อนในห้องโดยสารเพื่อให้ขับขี่สบายตา หรือการป้องกันการแตกกะจายแบบนิรภัย การป้องกันความร้อนสูงสุดเกิน 90% เพิ่มมาให้นั่นเอง ถ้างบถึง ยังไงก็อยากให้ติดฟิล์มแบบคุณภาพสูง จะคุ้มค่ากว่าในระยะยาวครับ

เทคนิคการเลือกฟิล์มเกรดพรีเมียม คือ ป้องกันรังสีอินฟราเรดได้มากกว่า 80% ขึ้นไป และ รับประกันนานกว่า 7-10 ปี ขึ้นไป

อ่านเพิ่มเติม:ราคาติดฟิล์มรถยนต์คิดอย่างไร

สอบถามราคาติดฟิล์มรถยนต์ตามยี่ห้อ ปรึกษาเราสิครับ

โทรติดต่อtopfilm

ติดต่อfacebooktopfilm

line topfilm


 

typeofwindowfilm

  1. เลือกฟิล์มติดรถยนต์จากชนิดของฟิล์มกรองแสงจากเทคโนโลยีการผลิต

  • การผลิตฟิล์มด้วยเทคโนโลยีการย้อมสี Deep Dye Film

การผลิตฟิล์มกรองแสงประเภทนี้คือ การจุ่มเนื้อพลาสติกด้วยสีย้อม (Dye) เพื่อย้อมสีให้ฟิล์มเป็นสีดำเข้ม ทำให้มีความเข้มตามที่ต้องการ ปิดท้ายด้วยการเคลือบสารป้องกันรังสี UV ซึ่งเทคโนโลยีแบบนี้ทำให้ฟิล์มที่ได้ราคาประหยัด กันแสงได้ดี แต่ยังกันความร้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร

  • การผลิตฟิล์มด้วยเทคโนโลยี Multi Layers Sputtering Film

การผลิตฟิล์มกรองแสงแบบนี้เป็นเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมที่ใช้มานานแล้ว โดยจะใช้วิธีการซ้อนทับแผ่นสารป้องกันความร้อนให้เป็นชั้น ๆ แล้วก็สามารถป้องกันความร้อนได้จากฟิล์มที่ซ้อนกัน หรือที่เราเรียกกันว่า ฟิล์มปรอทนั่นเอง

ซึ่งการผลิตแบบนี้อาจทำให้มีส่วนผสมของโลหะบางชนิดที่ไปรบกวนคลื่นสัญญาณดิจิทัล เช่น EasyPass หรือ GPS ทำให้ในบางครั้งต้องมีการเจาะเนื้อฟิล์มเพื่อติด easy pass นั่นเอง

  • การผลิตฟิล์มกรองแสงด้วยเทคโนโลยี Nano IR

ฟิล์มแบบนาโนก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ที่เพิ่งนำเข้ามาใช้ในการผลิตฟิล์มกรองแสง ซึ่งจะทำให้สามารถบรรจุองค์ประกอบของการป้องกันความร้อนในระดับนาโน หรืออนุภาคขนาดเล็ก คือ 1/1,000,000,000 เมตร ซึ่งอนุภาคนาโนที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันก็คือ ฟิล์มนาโนเซรามิค นั่นเอง

ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นก็คือ หากฟิล์มกรองแสงมีความเข้มเท่ากันจะสามารถป้องกันความร้อนได้ดีกว่า และสูงสุดถึงระดับ 99% ตามการทดสอบจากระดับรังสี 0–2400 นาโนเมตร และสามารถป้องกันความร้อนสูงสุด คงทนยาวนาน รับประกันเกิน 10 ปี ขึ้นไป เป็นฟิล์มกรองแสงที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

อ่านข้อมูลเรื่องประเภทฟิล์มกรองแสงอย่างละเอียด : ฟิล์มกรองแสงคืออะไร มีฟิล์มกี่ชนิด

โทรติดต่อtopfilm

ติดต่อfacebooktopfilm

line topfilm


choosewindowfilm

  1. เลือกประเภทของฟิล์มกรองแสงจากวัสดุการผลิต

  • ฟิล์มปรอท

มาเริ่มประเภทแรกกันด้วย ‘ฟิล์มปรอท’ ซึ่งฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ประเภทนี้ จะถูกเคลือบผิวด้วยไอโลหะต่าง ๆ ทำให้ตัวของเนื้อฟิล์มกลายเป็นสีสะท้อนเหมือนกับกระจกเงา ทำให้สามารถลดความร้อนภายในรถยนต์ได้ถึง 35-90% เลยทีเดียว แต่ก็จำเป็นต้องระวังอย่างมาก เพราะมันมีความมันวาวมากอาจจะไปสะท้อนแสงแยงตาผู้อื่นจนเกิดอุบัติเหตุได้เลย

ต้องติดตั้งฟิล์มปรอท แสงสะท้อนไม่เกิน 30% เพื่อไม่ให้ผิดกฏหมาย

  • ฟิล์มอินฟราเรด

ต่อกันด้วยฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ที่ใช้สารชนิดพิเศษ ‘ฟิล์มอินฟราเรด’ ซึ่งกระบวนการผลิตก็ตามชื่อของมัน เป็นการใช้สารเคมีพิเศษที่มีคุณสมบัติไปตัดรังสีอินฟราเรดมาใช้ในการเคลือบแผ่นฟิล์มนั่นเอง ซึ่งอาจจะเป็นสารเคลือบเป็นฟิล์มนาโน หรือ ฟิล์มเซรามิค นั่นเอง

รังสีอินฟราเรดก็คือรังสีที่นำพาความร้อนเข้ามาในตัวรถด้วยนั่นเอง นั่นเป็นเหตุผลที่มันกลายเป็นฟิล์มกรองแสงที่ป้องกันความร้อนได้ในระดับดีมาก สามารถสะท้อนรังสี UV ได้มาก แต่ราคาก็สูงตามขึ้นไปด้วย

  • ฟิล์มนิรภัย

สำหรับใครที่นอกจากจะต้องการปกป้องตัวเองจะความร้อนและรังสีต่างๆแล้ว ยังต้องการปกป้องตัวเองจากอุบัติเหตุด้วย ‘ฟิล์มนิรภัย’ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุดแล้ว เพราะมันเป็นฟิล์มติดรถยนต์ที่มีความหนาตั้งแต่ 4 มิลขึ้นไป

ทำให้มีคุณสมบัติในการช่วยยึดแผ่นกระจกให้คงรูปมากที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถดูดซับแรงจากการกระแทกไม่ให้กระจกแตกเมื่อเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย

  • ฟิล์มใสประเภทนาโน

สำหรับประเภทสุดท้ายในการเลือกจากวัสดุ ‘ฟิล์มใสนาโน’ เป็นฟิล์มติดรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีอนุภาคนาโนมาเคลือบเนื้อฟิล์ม ทำให้เนื้อฟิล์มใสไม่มีสี ซึ่งกลายเป็นข้อดีที่จะไม่บดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ หรือในบางครั้งจะเรียกว่า “ฟิล์มใสกันร้อน

แม้ว่าแสงแดดจะส่องผ่านได้มากถึง 70% แต่ก็สามารถป้องกันความร้อนและรังสี UV ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน

ไม่รู้จะเลือกติดฟิล์มกรองแสงแบบไหน ถามเราสิครับ

โทรติดต่อtopfilm

ติดต่อfacebooktopfilm

line topfilm


VLTwindowfilm

  1. เลือกค่าคุณสมบัติต่าง ๆ ของฟิล์มติดรถยนต์

  • ค่าความเข้มของฟิล์มกรองแสง

ฟิล์มติดรถยนต์เข้ม40% คือฟิล์มที่ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้ 40% ขึ้นไป

ฟิล์มติดรถยนต์เข้ม60% คือฟิล์มที่ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้ประมาณ 20%

ฟิล์มติดรถยนต์เข้ม80% คือฟิล์มที่ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้ประมาณ 5%

ความเข้มของฟิล์มกรองแสงนั้น ปกติคนไทยจะเรียกคร่าวๆกันอยู่ที่ 3 ความเข้มคือ 40/60/80 คือเข้มน้อย เข้มกลาง เข้มมาก แต่ถ้าจะให้ดูละเอียดจริงๆแล้ว เราต้องดูที่ค่าแสงสว่างส่องผ่าน ซึ่งจะถูกระบุใน spec ของฟิล์มกรองแสงจึงจะถูกต้องที่สุด

ติดฟิล์มรถยนต์กี่เปอร์เซ็นต์ดี?

เราสามารถเลือกติดความเข้มได้หลากหลายประเภท นั่นก็คือ ถ้าต้องการความเข้มสบายๆ เช้น ฟิล์มเข้มบานหน้า 40 รอบคัน 60 หรือ ติดฟิล์มรถยนต์ บานหน้า 60 รอบคัน 80 ถือว่าเป็น 2 เซ็ตความเข้มยอดนิยมสูงสุด แต่บางคนก็จะชอบสไตรถญี่ปุ่น 3บานหน้าใส 3บานหลังเข้ม 80 ก็สามารถติดได้เช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม การจะติดความเข้มกี่เปอร์เซ็นดีนั้น ต้องดูความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ว่าสายตาดีไหม ขับกลางคืนบ่อยไหม ขับต่างจังหวัดบ่อยไหม เป็นต้น และที่สำคัญต้องมาดูความเข้มของฟิล์มจริงๆ ก่อนติดตั้ง เพราะ ความเข้ม 40 60 80 เป็นแค่การบอกคร่าวๆเท่านั้น ฟิล์ม 60% จริงๆ อาจจะมีแสงสว่างส่องผ่าน(VLT) 15% 20% หรือ 25% ก็ได้ ทำให้ฟิล์ม60จริงๆแล้ว เข้มไม่เท่ากัน

คลิกดูเพิ่มเติม เทคนิคการเลือกความเข้มฟิล์ม

  • ค่าการลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรด

หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Infrared Rejection (IRR) ซึ่งที่ต้องมีการลดรังสีนี้เพราะว่าอินฟราเรดหรือรังสีความร้อนจะมีอยู่ 53% ของรังสีจากแสงอาทิตย์ ยิ่งลดได้มากเท่าไรก็จะยิ่งดี ซึ่งฟิล์มที่กันร้อนได้ดี ควรจะกันรังสีอินฟราเรดได้มากกว่า 80% ขึ้นไปด้วยนั่นเอง

  • ค่าการลดความร้อนรวม

หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Total Solar Energy Rejection (TSER) ซึ่งเป็นการนำค่าการลดความร้อนจากรังสี UV แสงสว่างส่องผ่าน และรังสีอินฟราเรดมารวมกัน ซึ่งจะมีวิธีคิดในหลายมาตรฐานแตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ จึงไม่แนะนำให้นำค่าการลดความร้อนรวมของแต่ละแบรนด์มาเปรียบเทียบกัน

  • ค่าสะท้อนแสง

หรือที่เรียกว่า Visible Light rejection (VLR) มันจะเป็นค่าที่สามารถบ่งบอกได้ว่าฟิล์มกรองแสงนี้มีความเงาแค่ไหน ถ้าตัวเลขเปอร์เซ็นต์ยิ่งมาก แปลว่ายิ่งสะท้อนแสงมาก ฟิล์มก็จะมีเนื้อมันวาวคล้ายกระจก และค่าที่เหมาะสมคือกระจกบานหน้า-หลัง ไม่ควรมีค่าสะท้อนเกิน 10% และกระจกรอบคันไม่ควรเกิน 30%

หลายคนยังสนใจบทความเพิ่มเติม: วิธีอ่าน Spec ฟิล์มกรองแสง อย่างละเอียด


WINDOWFILM-warrantee

  1. เลือกการรับประกันและการติดตั้งฟิล์ม

อีกสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อจะติดฟิล์มกรองแสงก็คือ ‘การรับประกันฟิล์ม’ โดยปกติแล้วฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์พวกนี้จะมีการรับประกันคุณภาพ 5 ปี 7 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละบริษัท แต่ไม่ควรจะต่ำกว่า 7 ปีนั่นแหละ

ที่สำคัญ ต้องดูเงื่อนไขการรับประกันด้วย ว่ารับประกันในส่วนไหนบ้าง เพราะฟิล์มกรองแสงแต่ละยี่ห้อ มีเงื่อนไขการรับประกันที่ต่างกัน บางยี่ห้อไม่รับประกันเรื่องฟิล์มสีซีด บางยี่ห้อไม่รับประกันเรื่องฟิล์มกันร้อนได้น้อยลง เป็นต้น 

นอกจากนี้ การรับประกันฟิล์มกรองแสง ต้องดูเรื่องการรับประกันการติดตั้งด้วย เรื่อง ‘ช่างและร้านติดตั้ง’ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งควรจะเลือกร้านที่เป็นตัวแทนจำหน่ายจากฟิล์มยี่ห้อนั้นโดยตรง และมี ห้องติดฟิล์มกรองแสง หรือ สถานที่ที่สะอาด ไม่มีฝุ่นสำหรับการติดฟิล์มรถยนต์โดยเฉพาะนั่นเอง อีกอย่าง จะต้องดูแลรักษาฟิล์มอย่างถูกต้องอีกด้วย

โทรติดต่อtopfilm

ติดต่อfacebooktopfilm

line topfilm


ประโยชน์ของฟิล์มกรองแสง

ติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์มีประโยชน์อย่างไร?

  1. ป้องกันความร้อน

สำหรับประโยชน์ข้อแรกเป็นคุณสมบัติที่ค่อนข้างตรงตามชื่อของมันเป๊ะ ๆ เพราะว่า ‘ฟิล์มกรองแสง’ ก็ต้องกรองสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในแสงให้มันน้อยลง ซึ่งแสงแดดจากดวงอาทิตย์นั้นก็พกความร้อนมาเต็ม ๆ แน่นอน นอกจากนั้น สิ่งที่แสงแดดพกมาด้วยอีกอย่างคือรังสี UV ซึ่งผลเสียต่อเราได้มากเช่นกัน การติดฟิล์มไว้จะช่วยป้องกันได้ดี

  1. รักษาอุปกรณ์ภายใน

แน่นอนว่าภายในรถยนต์ โดยเฉพาะบริเวณส่วนควบคุมนั้นจะต้องมีอุปกรณ์และส่วนประกอบอยู่มากมาย ถ้าหากว่าไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสงไว้นั้น ทั้งความร้อนและรังสีจากแสงแดดอาจจะสามารถเข้ามาทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นแทบทุกส่วนเสียหายได้เลย ไม่ว่าจะเบาะนั่ง แผงคอนโซล หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็อาจจะสีซีดและพังได้นั่นเอง

  1. เพิ่มทัศนวิสัย

อุณหภูมิที่สูงลิ่วจากแสงแดดไม่ได้ส่งผลต่อแค่ผิวหนังเราตอนเรารู้สึกร้อนเท่านั้น แต่สำหรับคนที่ขับรถยนต์อยู่ประจำ จะรู้ดีกว่าแสงแดดที่มันจ้าซะเหลือเกินเนี่ยทำดวงตาของเราไม่สามารถสู้ได้เลย และมองเห็นทางได้ไม่ชัดเจน ดังนั้น การติดฟิล์มกรองแสงจะช่วยลดทั้งความจ้าของแสงอาทิตย์ รวมถึงแสงไฟจากรถยนต์คันอื่นด้วย

  1. เพิ่มความปลอดภัย

กระจกรถที่ใสก็อาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับบางคนก็ได้ ซึ่งการติดฟิล์มกรองแสงจะมีส่วนช่วยแน่นอน เช่น หากเกิดอุบัติเหตุรถชนเล็กน้อย หรืออะไรกระเด็นใส่กระจก ฟิล์มกรองแสงจะช่วยยึดกระจกที่แตกนั้นไว้ด้วยกันไม่ให้หลุดมาบาดผู้ที่นั่งอยู่ได้ แล้วฟิล์มนี้ยังสามารถลดการมองเห็นจากคนภายนอก ต่อคนขับผู้หญิงหรือทรัพย์สินมีค่าได้ด้วย

  1. ประหยัดน้ำมัน

ประโยชน์ข้อสุดท้ายนี้หลาย ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึงด้วยซ้ำ เพราะเมื่อเราไม่ติดฟิล์มกรองแสง ความร้อนก็จะเข้ามาในรถได้มาก และเมื่อเราร้อน เราก็จะเร่งแอร์ให้เย็นมากขึ้น ซึ่งเครื่องปรับอากาศภายในรถยนต์นั้นก็ต้องใช้พลังงานจากน้ำมันอยู่แล้ว แต่ถ้าเราติดฟิล์ม อากาศก็จะร้อนน้อยลง เมื่อไม่ต้องเร่งแอร์ ก็จะไม่เปลืองน้ำมันนั่นเอง


สรุป

อย่างที่บอกไปว่าการจะเลือก ‘ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์’ ไม่ใช่แค่เลือกราคาถูกๆเท่านั้น ต้องพิจารณาถึงหลายๆองค์ประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพฟิล์ม ยี่ห้อฟิล์มกรองแสง

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฟิล์มยี่ห้อไหนก็ตาม เราก็ควรจะเลือกที่วัสดุและการผลิตที่ได้คุณภาพ คุณสมบัติพื้นฐานครบถ้วน ทั้งการป้องกันความร้อนและรังสี UV จากดวงอาทิตย์ แต่อยู่ในช่วงราคาที่เหมาะสมนั่นเอง

เพราะสุดท้ายแล้ว รถสุดที่รักของเรา ถ้าเลือกติดฟิล์มกรองแสงที่ดี ก็มีชัยไปอีกหลายปีเลย ไม่ต้องมาปวดหัวเปลี่ยนฟิล์มรถยนต์กันบ่อยๆนั่นเอง

ทุกเรื่องฟิล์มรถยนต์ ติดฟิล์มบ้าน เราเชี่ยวชาญ สอบถามได้ทุกเวลา TOPFLIM Thailand ยินดีให้บริการ 

โทร : 092-2689-689, 02-003-3583

Email : topfilm.th@gmail.com

Facebook : https://www.facebook.com/Topfilmthailand/

LINE : @Topfilmthai

โทรติดต่อtopfilm

ติดต่อfacebooktopfilm

line topfilm

สินค้าและบริการติดฟิล์มอาคาร

topfilm ผลงานติดฟิล์มที่ผ่านมา